Archive for August, 2016

เสริมคางดในใจไม่เป็นผล คุณหมอดึงอันเก่าออกมา(รู้สึกเสียวๆนิดหน่อยค่ะ) คุณหมอบอกให้พี่ผู้ช่วยเปลี่ยนซิลิโคนอันใหม่ให้ อันนี้เราแอบตั้งใจลืมตาดูค่ะ คืออยากรู้ว่าจะต่างจากอันแรกยังไง มองดูอันนี้เป็นแบบขาวขุ่น ดูนุ่มๆ มีขาเหมือนเดิม(คิดเอาเองว่าเป็นของเกาหลีค่ะ) ใส่เข้าไปแทน และก็ดึงออกมาใหม่อีก คุณหมอตัดปลายขาออกทั้งสองด้าน ฉับฉับ และยัดลงไปใหม่ จัดตำแหน่งเลื่อนไปเลื่อนมา “แบบนี้ดูดีกว่าเยอะเลย” คุณหมอพูดเหมือนยิ้มๆ “งั้นเย็บกันเลยดีกว่า เย็บหลายเข็มหน่อยน้า กันน้ำเข้า” ประมาณ 10 กว่าเข็มได้อะค่ะในความรู้สึกเรา ขณะเย็บก็เสียวๆบริเวณที่เลเซอร์พอสมควร ด้ายสีขาวผูกไปผูกมาระโยงปากนานอยู่พอสมควรเลย และก็เสร็จ คุณหมอบอก “โอเคเลย น่าเป็นตัววีเลยนะเนี่ยเสริมคาง.

เสริมคาง

(เราก็แอบเต้นในใจ) และคุณหมอก็บอกว่า”เดี๋ยวล้างปากหน่อยนะ เลือดเต็มเลย” และก็ฉีดน้ำอะไรสักอย่างจำนวนมากผ่านสลิงค์ท่วมปากเรา ส่วนพี่ผู้ช่วยก็ดูดออก ทำอยู่สองรอบเป็นอันเสร็จพิธี คุณหมอพันพลาสเตอร์ให้ที่คางและบอกว่าเป็นเฝือก 3วันเอาออกได้ และคุณหมอก็ออกไป พี่ผู้ช่วยบอกให้เรานอนคว่ำค่ะเพื่อฉีดยาที่ก้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นยาอะไร แต่รู้สึกเจ็บจี๊ดมากค่ะตอนฉีด สะดุ้งเลย เจ็บกว่าฉีดยาชาที่ปากอีกค่ะ ก็เรียบร้อยค่ะเปลี่ยนชุด ใช้เวลาไปประมาณ 1.50ช.ม.(ถือว่านานพอสมควรนะคะ ดึงเข้าดึงออกอยู่หลายที) เสริมคาง เดินทางกลับบ้านด้วยแท๊กซี่

กลับบ้านมา 5โมงเย็น ปากปิดไม่ได้ค่ะ ปากล่างห้อยอย่างแรง เหมือนคางมันระบมจนปากล่างปิดไม่ไหว กลับมาก็นอนเงยน่าค่ะ มันเพลียๆเหนื่อยๆบอกไม่ถูก เหมือนเราลุ้นจนเหนื่อย เกร็งจนเหงื่อแตก ทำนองนั้นค่ะ เย็นนั้นก็กินโจ๊กค่ะ แต่ก็แทบแย่นะคะ กินไม่ค่อยได้ ปากอ้าได้ไม่ถึงเซนเลยค่ะถึงแม้ปากล่างจะห้อยก็ตาม และก็กินยา ดื่มน้ำก็ลำบากมากค่ะ กินอะไรก็หกไหลเลอะเทอะหมดเลย มองดูน่าตัวเองในกระจก เออ พอมีคางแล้วดูดีขึ้นเลยแฮะ ก็พอปลอบใจตัวเองให้หายเจ็บได้บ้างนิดหน่อย และคืนแรกก็มาถึง(คืนที่เค้าว่าโหดที่สุด) เราเอนตัวนอนลงบนหมอนที่สูงมว้ากกกและที่คอก็มีหมอนรองคออยู่ ระหว่างหมอนรองคอก็จะมีคูลเจลแช่แข็งห่อด้วยผ้าเย็นอีกทีมารองทั้งสองข้างแก้ม ทุกอย่างมันตึงไปหมดค่ะ คอ ปาก คาง ปวดๆนิดหน่อย รีบนอนให้เร็วที่สุดเพราะอยากผ่านคืนนี้ไปไวๆ กลางดึก…ตื่นมาหลายทีค่ะ ตื่นมาเปลี่ยนเอาคูลเจลไปแช่ และรอให้เย็นและมาโปะ เพราะว่าปวดมาก ซัดพาราไป2เม็ดค่ะ ตื่นมาเปลี่ยนคูลเจลอีกครั้งและหลับยาวยันเช้า ถือว่าโหดที่สุดกว่าวันอื่นๆแล้ว
วันที่สองนี้ค่อยยังชั่วกว่าเมื่อคืนหน่อยค่ะ แต่ก็ยังรู้สึกชา ปวดและบวมมาก ปากใหญ่เป็นกระโถนเลยค่ะวันที่สอง วันนี้น่าบวมมาก บวมยันเหนียงค่ะ อาหารกินไม่ค่อยได้เหมือนเดิมค่ะ ใช้หลอดเวลากินก็ทำปากจู๋ดูดไม่ได้ ต้องกัดหลอดดูดน้ำเอา วันที่สองนี้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการนอนค่ะ เนื่องจากทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้แล้ว มันกระเทือนร่างแล้วจะปวด แต่แนนเป็นคนไม่นอนกลางวัน ทำได้แค่นอนเล่นโทรศัพท์ ทีวี ไปตามเรื่องค่ะ พอตกกลางคืน
คืนที่สองก็ไม่มีไรมากค่ะ เราผ่านคืนแรกสุดโหดมาแล้ว มีเปลี่ยนคูลเจล3รอบ ปวดและไม่ค่อยได้นอนเหมือนเดิม แต่ไม่ปวดจนกระทั่งต้องลุกมากินพารานะคะ
เช้าวันที่สามก็ดูบวมน้อยลงนิดหน่อยค่ะ แต่ช่วงเหนียงก็ยังบวมอยู่นะคะ ที่เหลือคล้ายๆวันที่สองค่ะ คือดีขึ้นมานิดหน่อยเอง ทานอะไรไม่ค่อยได้ ลำบากเหมือนเดิม ปากล่างชาไม่รู้สึกอะไรเหมือนเดิม นอนดูซีรีย์ หนังไปตามประสา
คืนวันที่สามรู้สึกว่ารูปทรงคางมันเบี้ยวๆค่ะ เหมือนมันไม่เท่ากัน กังวลมากๆ นั่งหาอ่านรีวิวศัลยกรรมคางเบี้ยว ถามรุ่นพี่ที่เคยทำ เลยตัดสินใจแกะพลาสเตอร์(เฝือก)ออกในคืนนี้เลยค่ะ เจ็บพอสมควรเลยตอนดึงออก น้ำตาเล็ด ค่อยยังชั่วเอาน้ำลูบๆให้พลาสเตอร์มันอ่อนตัวลงแล้วดึงออกจนหมด พอถอดออกมาก็เห็นเลยค่ะว่ามันเบี้ยวจริงๆ คือ ข้างซ้ายสั้นกว่าข้างขวา และข้างขวาดูแบนๆ กังวลสุดๆแต่ก็รอ
จนครบ1อาทิตย์ อาการอื่นๆทุกอย่างค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ ทั้งอาการบวม ปวด ระบม แต่ปากล่างก็ยังชา ยังไม่รู้สึกอะไร และคางยังคงเบี้ยวค่ะ ครบหนึ่งอาทิตย์ไปพบหมอ บ่นให้หมอฟังค่ะว่าปากล่างมันยังชา และก็มันเบี้ยวๆด้วย หมอก็จับๆและดึงปากล่างเราเผยอ ดูแผล “อืม โอเคเลยนะ แผลหายไวดี แต่ต้องทำความสะอาดแผลหน่อยเนาะ” และหมอก็เอาคอตตอนบัดมาเขี่ยทำความสะอาดตรงแผลเรา(เนื่องจากเรากลัวแผลมาก ไม่กล้าไปแตะต้องใดๆกับมันเลย แปรงฟันก็แปรงให้เบาที่สุด ปากก็ไม่กล้าบ้วน เศษอาหารจึงเข้าไปติดบริเวณแผลค่ะ) เราถามหมอว่า “นี่มันเบี้ยวมั้ยคะหมอ มันไม่เท่ากันเห็นได้ชัดเลยค่ะ หมอดูสิคะ” หมอบอก “ไหนขอหมอดูซิลิโคนที่วางไว้หน่อย” และก็ใช้นิ้วโป้งทั้งสองมือจับคลึงบริเวณปลายซิลิโคนไล่เข้ามาหาตรงกึ่งกลาง(บอกตรงๆนะ แอบเจ็บ ที่หมอกดจับและกดลงไป ถึงจะยังชาๆอยู่ก็เถอะ) “ไม่เบี้ยวนะ ตรงเป๊ะเลย ที่หนูเห็นว่ามันเบี้ยวเนี่ยก็คืออาการบวมที่ไม่เท่ากัน บวกกับตอนแรกโครงน่าหนูไม่เท่ากัน หมอเลยต้องวางแบบจัดโครงสร้างคางใหม่ให้มันเกิดการบาลานซ์ เดี๋ยวหายบวมก็จะเท่ากันเอง ไม่ต้องกังวลนะ” และหมอก็สั่งยาแก้อักเสบ(ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย)เม็ดแคปซูนสีม่วง มาให้ทานเพิ่ม เสียเงินไป 300บาท กลับบ้านมาเราก็ทานข้าวทานยา แต่เนื่องจากว่า ข้าวนี่ยังกินลำบากอยู่เลยค่ะ อาทิตย์หนึ่งแล้ว เราต้องใส่แมสไปทำงานด้วย เนื่องจากถ้าถอดออกมานี่รู้เลยว่าทำไรมา ตอนกลางวันก็เลยได้กินแค่นมไวตามิลค์1กล่อง ตามด้วยยามื้อกลางวัน ทำให้คลื่นไส้สุดๆ ส่วนมื้ออื่นทานข้าวนิดหน่อยและตามด้วยยา ทนได้ประมาณ2วัน เนื่องจากคลื่นไส้มากๆจนอาเจียนออกมาจริงๆ จึงไปถามเภสัชที่ร้านขายยาว่านี่คืออาการแพ้รึเปล่า เภสัชถามไถ่และสรุปได้ว่า ยานี้ต้องกินระหว่างมื้ออาหารหรือทานหลังอาหารทันที ไม่เช่นนั้นจะคลื่นไส้ และคิดดูเราแทบไม่ได้กินอะไรเลย กินยานี้เข้าไป แน่ละต้องคลื่นไส้ เราจึงหยุดทานยาตัวนี้และขอยาเภสัชตัวใหม่ที่เบากว่าเม็ดม่วง ก็โอเค อาการบวมเริ่มหายเมื่อครบ
1เดือน (นานเวอร์) เราไปพบหมอให้หมอดูแผลให้ และที่สังเกตได้คือคางเราเท่ากันแล้วค่ะ ไม่เบี้ยวแล้ว “บาลานซ์น่าดีขึ้นเยอะเลย สวยแล้ว” หมอก็ชมไป “แผลโอเค ปากยังชาอยู่ใช่ไหม” เราก็ตอบไปว่ายังชา “มันจะดีขึ้นเรื่อยๆนะ บางคนชาเป็นปี เคสหนูหมอเติมขาให้ยาวหน่อย อาจไปโดนเส้นประสาททำให้ชา เดี๋ยวครบ3เดือนมาหาหมออีกทีนะ” ค่ะแค่นั้นแล้วก็กลับบ้านมาใช้ชีวิตปกติ อาการปากชาค่อยๆดีขึ้นค่ะ ปัจจุบันนี้ก็เกือบ5เดือนแล้ว(ยังไม่ว่างไปพบหมอเลย) แผล…ถ้าไปโดนก็มีอาการเสียวๆค่ะ ปาก…ยังชาอยู่แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ คาง…คิดว่าเข้าที่แล้วนะคะ แอบผิดหวังนิดหน่อยเพราะว่ามันไม่ยาวขึ้นเลย ธรรมชาติสุดๆ(เคยอ่านมาเหมือนกันว่าการเสริมคางไม่ได้ทำให้คางยาวขึ้น แต่ช่วยเติมเต็มคางที่ถดถอยให้ยื่นออกมาได้) ทุกวันนี้ใช้ชีวิตปกติค่ะ ปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่แพ้อาหารทะเล แต่ถ้ากินพวกของแสลง กินไข่เยอะๆนี่หูจะเน่าค่ะ ที่ผ่านมาก็กินอาหารทะเล หอยนางรม กุ้ง ปลาหมึก ไข่ มะม่วงดอง กระเทียม ฯลฯ ปกติค่ะ ไม่ต้องยกเว้นอะไร จะเว้นก็แต่ช่วงแรกๆที่แผลยังไม่หายดีค่ะ จบค่ะ

คำเตือน (ที่ค้นพบหลังจากศัลยกรรมครั้งแรกในชีวิต)

1. อย่าเลือกหมอที่ไม่ถนัดในจุดที่เราจะทำ อย่างเช่น หมอเก่งและดังในเรื่องการเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังใบหู แต่เราจะไปเสริมคาง ทำตาสองชั้น ฯลฯ มีไม่กี่คนหรอกค่ะที่จะโชคดีได้ในแบบที่หวัง

2. อย่าดูแต่รีวิวที่สำเร็จ ให้ดูไปถึงเคสอื่นๆที่หลุดด้วย บางคลีนิคโฆษณาแต่เคสดีๆที่สวย(แต่เกิดขึ้นน้อยมาก) บางคลีนิคให้พนักงานมาเป็นม้าในเว็บรีวิวศัลยกรรม ให้ศึกษาดีๆก่อนนะคะ ไม่อยากให้มานั่งผิดหวังกันที่หลัง

ร้อยไหมไหมที่ใช้เป็นไหมอะไร? ประเภทของไหมที่ใช้ร้อยไหม มีดังนี้
1. ไหมที่ไม่สามารถละลายได้ (Non-Absorbable Thread) ได้แก่
• ไหมทอง (Gold Thread)
• ไหม Aptos
ไหมกลุ่มนี้ คุณสมบัติตรงตามชื่อคือไม่ละลายแม้ว่าเวลาผ่านไปนานกี่ปี ซึ่งเรียกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเมื่อเวลาผ่านไป บางครั้งผิวบางลงแต่ไหมยังอยู่ เกิดปัญหา เห็นและคลำปมไหมได้ และเห็นปลายเส้นไหมโผล่ได้ร้อยไหม.

ร้อยไหม

2. ไหมละลาย (Absorbable Thread) ได้แก่
• ไหมละลายธรรมดา : เป็นไหมPDO ธรรมดา หรือไหม Mono Thread ซึ่งเหมาะสำหรับ ริ้วรอยตื้นหรือพื้นที่เล็กๆ ช่วยให้หน้าแน่นกระชับขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นยกกระชับได้ชัดเจนนักหลังทำ ต้องรอผล 1-3 เดือนจึงเริ่มเห็นผล
• ไหมเกลียว : เป็นไหม PDO Twist หรือชื่อ Tornado Thread , Hurricane Thread ซึ่งจะมีการหมุนจนเป็นเกลียวรอบๆ เข็ม เพิ่มแรงดึงได้ดีกว่าไหม PDO ธรรมดา เหมาะสำหรับผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง
• ไหมเงี่ยง ไหมก้างปลา หรือไหมล็อก : เป็นไหม PDO with COG เช่น BARB Thread, COG Thread เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก ร้อยไหม กระตุันการสร้างคอลลาเจนได้ดี ช่วยให้หน้าแน่นและยกกระชับปรับรูปหน้าได้ผลดี

3. Mixed Thread
เป็นไหมที่มีส่วนผสมหลายอย่าง เช่น Silicone, Polyamide, Polyurethane เช่น ไหม Silhouette Lift หรือไหมกรวย, ไหม Tissue Lift

** ที่ดีมอร์คลินิก เราใช้ไหมในกลุ่มที่2 คือไหมละลายเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว ว่าไม่ทิ้งเป็นสิ่งแปลกปลอมตกค้าง ที่สำคัญต้องเป็นชนิดที่ผ่านอย.แล้วเท่านั้น **
ขั้นตอนการทำหัตถการร้อยไหมเป็นอย่างไร
เริ่มโดยทำความสะอาดบริเวณที่ต้องการทำ หลังจากนั้นจะทายาชาไว้ประมาณ 45 นาที และจากนั้นแพทย์จะเริ่มลงมือร้อยไหมโดยใช้เข็มขนาดเล็ก

การทำหัตถการร้อยไหมแต่ละครั้ง ใช้เวลานานเท่าไร
ใช้เวลาในการร้อยไหมประมาณ 30-60 นาที ซึ่งขึ้นอยู่กับบริเวณ.

จุดเริ่มต้นของการศัลยกรรมจมูก ศัลยกรรมจมูก ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า จมูกของคุณเอมมี่ไม่ได้มีปัญหาจมูกทะลุ หรือติดเชื้ออะไรเลย การแก้จมูกครั้งนี้ทำเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับตัวเอง จากจมูกเดิมที่ดูเหมือนเป็นคนเนื้อปลายจมูกเยอะใหญ่ เพราะซิลิโคนอันเก่าสั้น ทำให้ดูเหมือนคนจมูกรั้น พอเราผ่าตัด เราพบว่าเนื้อจมูกคุณเอมมี่สามารถใส่ซิลิโคนที่ยาวได้ ทางเราจึงทำ ปลายจมูกหยดน้ำ ไม่มีชื่อทรงที่ชัดเจน แต่ผมขอเรียกว่า ‘ทรงโด่งพุ่ง’ เป็นลักษณะเหมือนเลข 7 การเหลาของเราจะเหมือนเลข 7 แล้วตรงส่วนมุมแหลมของเลข 7 จะอยู่ตรงปลายจมูกครับศัลยกรรมจมูก.

ศัลยกรรมจมูก

ก่อน-หลังการศัลยกรรมจมูกของ เอมมี่ มีความแตกต่างมากน้อยแค่ไหน

1.ความยาวเพิ่มขึ้น 2. ดูเรียวขึ้น โดยส่วนตัวหมอจะชอบทำจมูกให้เรียวที่สุดเท่าที่จะเรียวได้ ของคุณเอมมี่ ถ้าเอาซิลิโคนเก่ามาเปรียบเทียบกับอันใหม่นี้ จะเห็นได้เลยว่าซิลิโคนใหม่เล็กกว่าเดิมเกือบครึ่งเลยครับ
ใช้เวลากี่สัปดาห์แผลถึงจะหาย จนใช้ชีวิตปกติได้ ศัลยกรรมจมูก

สำหรับเคสของ คุณเอมมี่ ต้องบอกว่าแผลหายเร็วมาก คุณเอมมี่มาทำจมูกตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. และมีเวลาแค่ 6 วัน จะต้องออกงาน แต่หลังจากวันที่ทำ 5 วัน เราก็นัดมาแกะแผล ซึ่งหลังจากที่แกะออกเสร็จ จมูกเอมมี่บวมน้อยมาก จนถึงทุกวันนี้เอมมี่ก็ยังไม่ได้ตัดไหมนะครับ ซึ่งเราตัดสินใจเลื่อนการตัดไหมออกไปให้แผลแห้งแล้วค่อยนัดมาตัดไหมอีกครั้ง

เทรนด์จมูกปีนี้ ที่สาวๆ ฮิตทำมากที่สุด

ส่วนมากคนที่มาหาหมอจะรีเควส ทรงตั๊กแตน ทรงซิลิโคนที่รูปร่างเหมือนตั๊กแตน ทำแล้วจมูกจะดูพุ่งขึ้นและเรียวมีหยอดน้ำภายในตัว ซึ่งทรงนี้ไม่ได้เข้ากับทุกคน ความจริงแล้วการที่เรามารีเควสทรง มันจะทำให้เราไม่ได้จมูกตามที่เราต้องการ คนที่ควรจะเป็นคนเลือกว่าควรจะเอาซิลิโคนแบบไหนควรจะเป็นคุณหมอมากกว่า คนไข้ควรจะเป็นคนเลือกว่าอยากได้จมูกยาวขึ้น พุ่งขึ้น เรียวขึ้น ควรจะบอกแค่ประมาณนี้ เพราะคุณหมอจะเป็นคนเลือกเองว่า จมูกคนไข้เดิมเป็นแบบนี้ ซิลิโคนตัวไหนมาใส่ให้เข้ากับหน้ามากที่สุด.

หน้าท้องลาย จะทำให้หลังการคลอด เกิดอาการ หน้าท้องลาย ได้ การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่าง น้ำมันมะกอก Bio Oil หรือโลชั่น ที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ ด้วยการเน้นสารสกัดจาก ธรรมชาติ จะทำให้ลดสาเหตุของการเกิด หน้าท้องลาย ได้ การอาบน้ำอุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้ หน้าท้องลายได้ เพราะ น้ำที่อุ่นหรือ ค่อนข้างร้อน จะทำให้ของคุณแม่ขณะตั้งท้อง มีความแห้งและแตกเป็นขุย สาเหตุเพราะการขาดความชุ่มชื้น หากไม่มีการบำรุงด้วยครีมหรือโลชั่น จะทำให้ หน้าท้องลาย ได้ เพราะผิวหนังที่แห้ง และขยาย จะทำให้ ผิวหนังแตก จนทำให้เกิดอาการคัน หน้าท้องลาย

หน้าท้องลาย

หน้าท้องลาย  ซึ่งการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา หน้าท้องลาย ควรทาครีมบำรุง ตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง จนถึงหลังคลอด จะช่วยแก้ปัญหา หน้าท้องลายได้ ค่ะ อย่าลืมนะคะว่า การที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หันมา รับประทานอาหารมากขึ้น น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ ผิวหนังมีการขยายตัว อันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของ การเกิด หน้าท้องลาย ได้เช่นกันค่ะ ก่อนคลอดและหลังคลอด คุณแม่จะมีปัญหาต่าง ๆ เข้ามากวนใจหลายเรื่อง เช่น เรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องน้ำหนักตัว เรื่องไขมันส่วนเกิน และเรื่องปัญหาหน้าท้องต่าง ๆ ปกติแล้วคุณแม่จะมีปัญหาเรื่องหน้าท้องโดยหลัก ๆ ด้วยกันอยู่ 3 เรื่องคือ

ท้องหนา ท้องย้อยหย่อนยาน ซึ่งเรามีวิธีดูแลรักษาหน้าท้องของคุณแม่มาแนะนำดังนี้ค่ะ 1.ปัญหาท้องลาย ปกติแล้วคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคนจะมีอาการท้องลายเนื่องจากผิวหนังหน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น บางคนก็มีมาก บางคนก็แค่จาง ๆ สีของลายก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสีผิวของคุณแม่ ช่วงที่ท้องจะลายมากที่สุดคือตั้งแต่ 28-32 สัปดาห์เพราะเป็นช่วงที่ท้องขยายตัวอย่างรวดเร็วดังนั้นในช่วงนี้ควรดูแลหน้าท้องให้ดีที่สุดเช่น อย่าให้หน้าท้องขยายเร็วเกินไปโดยการกินอาหารที่มีประโยชน์จริง ๆ เท่านั้น ทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ให้ความชุ่มชื่นกับผิว หน้าท้องลาย