เสริมคาง Archive

ทําคางคลินิกอันดับ1ปรับหน้าเรียวมากที่สุดในประเทศไทย
คลินิก คลินิกฉีดปรับรูปหน้าอันดับ1ด้วยโบท็อกและฟิลเลอร์ พริตตี้นางแบบเซเลบเข้าใช้บริการสูงสุด โดยคุณหมอปกรณ์ แพทย์มือ1ด้านการฉีดปรับรูปหน้า ให้บริการเกี่ยวกับรูปหน้า แก้ไขปัญหารูปหน้าไม่สมดุลย์ทั้งหมด เช่น ทําคาง.
ทําคาง

เสริมคาง เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่คล่องตัว มีโอกาสเกิดโรคต่างๆมากขึ้น ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคถุงน้ำดี ปวดหลัง ปวดสะโพก และเสี่ยงต่อกระดูกหักได้มากในผู้หญิงสูงอายุที่อ้วน และ เสริมคาง สาเหตุ ที่ทำให้อ้วนมีหลายสาเหตุ คนส่วนใหญ่มีน้ำหนักเพิ่มจากความไม่สมดุลของพลังงานที่ได้รับจากการกินมากกว่าการใช้พลังงาน และลดการใช้พลังงาน ลดการเคลื่อนไหวร่างกาย ลดการใช้แรงกาย หรือมีการนั่งๆนอนๆมากขึ้น ทำให้มีพลังงานเหลือสะสมในรูปไขมันมากเกินไป เกิดเป็น หน้าเรียว
หลักการลดความอ้วน ทําคาง
1. ควบคุมอาหารลดการบริโภค
2. เพิ่มการใช้พลังงานด้วยการออกกำลังกาย หรือเพิ่มกิจกรรม การเคลื่อนไหวร่างกาย
ระบบพลังงานเพื่อเผาผลาญไขมัน
ตามหลักสรีรวิทยา การออกกำลังกาย ในการสร้างพลังงานร่างกาย จะมีการเผาผลาญอาหาร เพื่อใช้เป็นพลังงานอย่างเป็นระบบซึ่งเป็นอัตโนมัติของร่างกาย มีลำดับขั้นตอนการสร้างพลังงานคือ เมื่อเริ่มออกกำลังกายร่างกายจะใช้สารพลังงาน ATP ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อใน 1-30 วินาที ถ้าออกกำลังกายเกิน 30 วินาทีจะสร้างพลังงานเพิ่มในระบบ Lactic ได้นาน 3 นาที และถ้าออกกำลังกายเกิน 3 นาที ร่างกายจะสร้างพลังงาน โดยใช้ระบบแอโรบิก มีการใช้ออกซิเจนช่วยเผาผลาญ อาหารและนำกรด Lactic เข้าสู่ระบบสร้างพลังงาน ซึ่งช่วยลดภาวะกรด Lactic คั่งค้างในร่างกาย ที่เป็นต้นเหตุของการปวดเมื่อย ดังนั้นระบบแอโรบิก จะเริ่มเมื่อออกกำลังกายตั้งแต่ 3 นาทีขึ้นไป
เสริมคาง เมื่อมีการออกกำลังกาย ต่อเนื่องมากกว่า 3 นาที ร่างกายจะสร้างสร้าง พลังงานโดยเผาผลาญ น้ำตาลมากถึง 60% และเผาผลาญไขมันเพียง 40 % เพื่อสร้างพลังงานใหม่ ถ้าออกกำลังกาย ต่อเนื่องนานถึง 20 นาที จะมีการเผาผลาญน้ำตาล 50 % และเผาผลาญไขมัน 50 % เท่าๆกัน หลังจากนั้นยิ่งออกกำลังกาย ต่อเนื่องนานเท่าใด การเผาผลาญไขมัน ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการเผาผลาญน้ำตาล ก็จะลดลงเรื่อยๆ แต่ถ้ามีการเร่งการใช้พลังงานมากขึ้น เช่นการเร่งความเร็วเข้าเส้นชัย ในช่วงนี้ร่างกายจะปรับเปลี่ยน มาใช้พลังงานจากการเผาผลาญ น้ำตาลแทนไขมัน เพราะเส้นทางการเผาผลาญ น้ำตาลเพื่อสร้างพลังงาน ในวงจรเครป ให้พลังงานเร็วและเพียงพอ ต่อความต้องการในช่วงนั้นมากกว่า การสลายไขมัน ซึ่งเปรียบเทียบได้กับน้ำตาล เป็นน้ำมันเบนซิน ส่วนไขมันเป็นน้ำมัน และ คลีนิคเสริมความงาม

เสริมคาง ต้องดูให้ดีๆ

เสริมคาง และถ้าออกกำลังกาย ต่อเนื่องเพียง 10 นาที แล้วหยุด สัดส่วนการเผาผลาญ ไขมันจะมีน้อยกว่าน้ำตาล ถ้าเริ่มออกกำลังกาย ครั้งใหม่อีกเพื่อใช้พลังงานเพิ่ม ระบบพลังงานในร่างกาย ก็จะเริ่มต้นเผาผลาญน้ำตาล มากกว่าไขมันตามลำดับ ขั้นตอนอีก นั่นคือ ท่านจะเสียโอกาส การเผาผลาญไขมันในสัดส่วน ที่มากกว่าการเผาผลาญ น้ำตาลในแต่ละครั้ง และโอกาสที่ท่านจะประสบความสำเร็จ ในการลดไขมัน ลดน้ำหนัก ลดรอบเอว ก็จะน้อยลง
ดังนั้นการออกกำลังกาย ที่มีเป้าหมายเพื่อลดน้ำหนักลดรอบเอว หรือลดไขมัน ต้องเป็นการออกกำลังกาย แบบแอโรบิก (Aerobic exercise) คือมีความต่อเนื่องตามขั้นตอน และแรงขึ้นถึงระดับ ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น แรงขึ้นกว่าปกติ อย่างสม่ำเสมอ รู้สึกเหนื่อยในระดับปานกลาง ที่สามารถพูดคุยขณะออกกำลังกายได้ ใช้เวลามากกว่า 30 นาที แต่ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายไม่ล้าเกินไป และลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ใช้ออกซิเจนช่วยเผาผลาญอาหาร จึงควรออกกำลังกายในที่อาการปลอดโปร่ง และไม่กลั้นหายในขณะออกกำลังกาย

เสริมคางดในใจไม่เป็นผล คุณหมอดึงอันเก่าออกมา(รู้สึกเสียวๆนิดหน่อยค่ะ) คุณหมอบอกให้พี่ผู้ช่วยเปลี่ยนซิลิโคนอันใหม่ให้ อันนี้เราแอบตั้งใจลืมตาดูค่ะ คืออยากรู้ว่าจะต่างจากอันแรกยังไง มองดูอันนี้เป็นแบบขาวขุ่น ดูนุ่มๆ มีขาเหมือนเดิม(คิดเอาเองว่าเป็นของเกาหลีค่ะ) ใส่เข้าไปแทน และก็ดึงออกมาใหม่อีก คุณหมอตัดปลายขาออกทั้งสองด้าน ฉับฉับ และยัดลงไปใหม่ จัดตำแหน่งเลื่อนไปเลื่อนมา “แบบนี้ดูดีกว่าเยอะเลย” คุณหมอพูดเหมือนยิ้มๆ “งั้นเย็บกันเลยดีกว่า เย็บหลายเข็มหน่อยน้า กันน้ำเข้า” ประมาณ 10 กว่าเข็มได้อะค่ะในความรู้สึกเรา ขณะเย็บก็เสียวๆบริเวณที่เลเซอร์พอสมควร ด้ายสีขาวผูกไปผูกมาระโยงปากนานอยู่พอสมควรเลย และก็เสร็จ คุณหมอบอก “โอเคเลย น่าเป็นตัววีเลยนะเนี่ยเสริมคาง.

เสริมคาง

(เราก็แอบเต้นในใจ) และคุณหมอก็บอกว่า”เดี๋ยวล้างปากหน่อยนะ เลือดเต็มเลย” และก็ฉีดน้ำอะไรสักอย่างจำนวนมากผ่านสลิงค์ท่วมปากเรา ส่วนพี่ผู้ช่วยก็ดูดออก ทำอยู่สองรอบเป็นอันเสร็จพิธี คุณหมอพันพลาสเตอร์ให้ที่คางและบอกว่าเป็นเฝือก 3วันเอาออกได้ และคุณหมอก็ออกไป พี่ผู้ช่วยบอกให้เรานอนคว่ำค่ะเพื่อฉีดยาที่ก้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นยาอะไร แต่รู้สึกเจ็บจี๊ดมากค่ะตอนฉีด สะดุ้งเลย เจ็บกว่าฉีดยาชาที่ปากอีกค่ะ ก็เรียบร้อยค่ะเปลี่ยนชุด ใช้เวลาไปประมาณ 1.50ช.ม.(ถือว่านานพอสมควรนะคะ ดึงเข้าดึงออกอยู่หลายที) เสริมคาง เดินทางกลับบ้านด้วยแท๊กซี่

กลับบ้านมา 5โมงเย็น ปากปิดไม่ได้ค่ะ ปากล่างห้อยอย่างแรง เหมือนคางมันระบมจนปากล่างปิดไม่ไหว กลับมาก็นอนเงยน่าค่ะ มันเพลียๆเหนื่อยๆบอกไม่ถูก เหมือนเราลุ้นจนเหนื่อย เกร็งจนเหงื่อแตก ทำนองนั้นค่ะ เย็นนั้นก็กินโจ๊กค่ะ แต่ก็แทบแย่นะคะ กินไม่ค่อยได้ ปากอ้าได้ไม่ถึงเซนเลยค่ะถึงแม้ปากล่างจะห้อยก็ตาม และก็กินยา ดื่มน้ำก็ลำบากมากค่ะ กินอะไรก็หกไหลเลอะเทอะหมดเลย มองดูน่าตัวเองในกระจก เออ พอมีคางแล้วดูดีขึ้นเลยแฮะ ก็พอปลอบใจตัวเองให้หายเจ็บได้บ้างนิดหน่อย และคืนแรกก็มาถึง(คืนที่เค้าว่าโหดที่สุด) เราเอนตัวนอนลงบนหมอนที่สูงมว้ากกกและที่คอก็มีหมอนรองคออยู่ ระหว่างหมอนรองคอก็จะมีคูลเจลแช่แข็งห่อด้วยผ้าเย็นอีกทีมารองทั้งสองข้างแก้ม ทุกอย่างมันตึงไปหมดค่ะ คอ ปาก คาง ปวดๆนิดหน่อย รีบนอนให้เร็วที่สุดเพราะอยากผ่านคืนนี้ไปไวๆ กลางดึก…ตื่นมาหลายทีค่ะ ตื่นมาเปลี่ยนเอาคูลเจลไปแช่ และรอให้เย็นและมาโปะ เพราะว่าปวดมาก ซัดพาราไป2เม็ดค่ะ ตื่นมาเปลี่ยนคูลเจลอีกครั้งและหลับยาวยันเช้า ถือว่าโหดที่สุดกว่าวันอื่นๆแล้ว
วันที่สองนี้ค่อยยังชั่วกว่าเมื่อคืนหน่อยค่ะ แต่ก็ยังรู้สึกชา ปวดและบวมมาก ปากใหญ่เป็นกระโถนเลยค่ะวันที่สอง วันนี้น่าบวมมาก บวมยันเหนียงค่ะ อาหารกินไม่ค่อยได้เหมือนเดิมค่ะ ใช้หลอดเวลากินก็ทำปากจู๋ดูดไม่ได้ ต้องกัดหลอดดูดน้ำเอา วันที่สองนี้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการนอนค่ะ เนื่องจากทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้แล้ว มันกระเทือนร่างแล้วจะปวด แต่แนนเป็นคนไม่นอนกลางวัน ทำได้แค่นอนเล่นโทรศัพท์ ทีวี ไปตามเรื่องค่ะ พอตกกลางคืน
คืนที่สองก็ไม่มีไรมากค่ะ เราผ่านคืนแรกสุดโหดมาแล้ว มีเปลี่ยนคูลเจล3รอบ ปวดและไม่ค่อยได้นอนเหมือนเดิม แต่ไม่ปวดจนกระทั่งต้องลุกมากินพารานะคะ
เช้าวันที่สามก็ดูบวมน้อยลงนิดหน่อยค่ะ แต่ช่วงเหนียงก็ยังบวมอยู่นะคะ ที่เหลือคล้ายๆวันที่สองค่ะ คือดีขึ้นมานิดหน่อยเอง ทานอะไรไม่ค่อยได้ ลำบากเหมือนเดิม ปากล่างชาไม่รู้สึกอะไรเหมือนเดิม นอนดูซีรีย์ หนังไปตามประสา
คืนวันที่สามรู้สึกว่ารูปทรงคางมันเบี้ยวๆค่ะ เหมือนมันไม่เท่ากัน กังวลมากๆ นั่งหาอ่านรีวิวศัลยกรรมคางเบี้ยว ถามรุ่นพี่ที่เคยทำ เลยตัดสินใจแกะพลาสเตอร์(เฝือก)ออกในคืนนี้เลยค่ะ เจ็บพอสมควรเลยตอนดึงออก น้ำตาเล็ด ค่อยยังชั่วเอาน้ำลูบๆให้พลาสเตอร์มันอ่อนตัวลงแล้วดึงออกจนหมด พอถอดออกมาก็เห็นเลยค่ะว่ามันเบี้ยวจริงๆ คือ ข้างซ้ายสั้นกว่าข้างขวา และข้างขวาดูแบนๆ กังวลสุดๆแต่ก็รอ
จนครบ1อาทิตย์ อาการอื่นๆทุกอย่างค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ ทั้งอาการบวม ปวด ระบม แต่ปากล่างก็ยังชา ยังไม่รู้สึกอะไร และคางยังคงเบี้ยวค่ะ ครบหนึ่งอาทิตย์ไปพบหมอ บ่นให้หมอฟังค่ะว่าปากล่างมันยังชา และก็มันเบี้ยวๆด้วย หมอก็จับๆและดึงปากล่างเราเผยอ ดูแผล “อืม โอเคเลยนะ แผลหายไวดี แต่ต้องทำความสะอาดแผลหน่อยเนาะ” และหมอก็เอาคอตตอนบัดมาเขี่ยทำความสะอาดตรงแผลเรา(เนื่องจากเรากลัวแผลมาก ไม่กล้าไปแตะต้องใดๆกับมันเลย แปรงฟันก็แปรงให้เบาที่สุด ปากก็ไม่กล้าบ้วน เศษอาหารจึงเข้าไปติดบริเวณแผลค่ะ) เราถามหมอว่า “นี่มันเบี้ยวมั้ยคะหมอ มันไม่เท่ากันเห็นได้ชัดเลยค่ะ หมอดูสิคะ” หมอบอก “ไหนขอหมอดูซิลิโคนที่วางไว้หน่อย” และก็ใช้นิ้วโป้งทั้งสองมือจับคลึงบริเวณปลายซิลิโคนไล่เข้ามาหาตรงกึ่งกลาง(บอกตรงๆนะ แอบเจ็บ ที่หมอกดจับและกดลงไป ถึงจะยังชาๆอยู่ก็เถอะ) “ไม่เบี้ยวนะ ตรงเป๊ะเลย ที่หนูเห็นว่ามันเบี้ยวเนี่ยก็คืออาการบวมที่ไม่เท่ากัน บวกกับตอนแรกโครงน่าหนูไม่เท่ากัน หมอเลยต้องวางแบบจัดโครงสร้างคางใหม่ให้มันเกิดการบาลานซ์ เดี๋ยวหายบวมก็จะเท่ากันเอง ไม่ต้องกังวลนะ” และหมอก็สั่งยาแก้อักเสบ(ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย)เม็ดแคปซูนสีม่วง มาให้ทานเพิ่ม เสียเงินไป 300บาท กลับบ้านมาเราก็ทานข้าวทานยา แต่เนื่องจากว่า ข้าวนี่ยังกินลำบากอยู่เลยค่ะ อาทิตย์หนึ่งแล้ว เราต้องใส่แมสไปทำงานด้วย เนื่องจากถ้าถอดออกมานี่รู้เลยว่าทำไรมา ตอนกลางวันก็เลยได้กินแค่นมไวตามิลค์1กล่อง ตามด้วยยามื้อกลางวัน ทำให้คลื่นไส้สุดๆ ส่วนมื้ออื่นทานข้าวนิดหน่อยและตามด้วยยา ทนได้ประมาณ2วัน เนื่องจากคลื่นไส้มากๆจนอาเจียนออกมาจริงๆ จึงไปถามเภสัชที่ร้านขายยาว่านี่คืออาการแพ้รึเปล่า เภสัชถามไถ่และสรุปได้ว่า ยานี้ต้องกินระหว่างมื้ออาหารหรือทานหลังอาหารทันที ไม่เช่นนั้นจะคลื่นไส้ และคิดดูเราแทบไม่ได้กินอะไรเลย กินยานี้เข้าไป แน่ละต้องคลื่นไส้ เราจึงหยุดทานยาตัวนี้และขอยาเภสัชตัวใหม่ที่เบากว่าเม็ดม่วง ก็โอเค อาการบวมเริ่มหายเมื่อครบ
1เดือน (นานเวอร์) เราไปพบหมอให้หมอดูแผลให้ และที่สังเกตได้คือคางเราเท่ากันแล้วค่ะ ไม่เบี้ยวแล้ว “บาลานซ์น่าดีขึ้นเยอะเลย สวยแล้ว” หมอก็ชมไป “แผลโอเค ปากยังชาอยู่ใช่ไหม” เราก็ตอบไปว่ายังชา “มันจะดีขึ้นเรื่อยๆนะ บางคนชาเป็นปี เคสหนูหมอเติมขาให้ยาวหน่อย อาจไปโดนเส้นประสาททำให้ชา เดี๋ยวครบ3เดือนมาหาหมออีกทีนะ” ค่ะแค่นั้นแล้วก็กลับบ้านมาใช้ชีวิตปกติ อาการปากชาค่อยๆดีขึ้นค่ะ ปัจจุบันนี้ก็เกือบ5เดือนแล้ว(ยังไม่ว่างไปพบหมอเลย) แผล…ถ้าไปโดนก็มีอาการเสียวๆค่ะ ปาก…ยังชาอยู่แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ คาง…คิดว่าเข้าที่แล้วนะคะ แอบผิดหวังนิดหน่อยเพราะว่ามันไม่ยาวขึ้นเลย ธรรมชาติสุดๆ(เคยอ่านมาเหมือนกันว่าการเสริมคางไม่ได้ทำให้คางยาวขึ้น แต่ช่วยเติมเต็มคางที่ถดถอยให้ยื่นออกมาได้) ทุกวันนี้ใช้ชีวิตปกติค่ะ ปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่แพ้อาหารทะเล แต่ถ้ากินพวกของแสลง กินไข่เยอะๆนี่หูจะเน่าค่ะ ที่ผ่านมาก็กินอาหารทะเล หอยนางรม กุ้ง ปลาหมึก ไข่ มะม่วงดอง กระเทียม ฯลฯ ปกติค่ะ ไม่ต้องยกเว้นอะไร จะเว้นก็แต่ช่วงแรกๆที่แผลยังไม่หายดีค่ะ จบค่ะ

คำเตือน (ที่ค้นพบหลังจากศัลยกรรมครั้งแรกในชีวิต)

1. อย่าเลือกหมอที่ไม่ถนัดในจุดที่เราจะทำ อย่างเช่น หมอเก่งและดังในเรื่องการเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังใบหู แต่เราจะไปเสริมคาง ทำตาสองชั้น ฯลฯ มีไม่กี่คนหรอกค่ะที่จะโชคดีได้ในแบบที่หวัง

2. อย่าดูแต่รีวิวที่สำเร็จ ให้ดูไปถึงเคสอื่นๆที่หลุดด้วย บางคลีนิคโฆษณาแต่เคสดีๆที่สวย(แต่เกิดขึ้นน้อยมาก) บางคลีนิคให้พนักงานมาเป็นม้าในเว็บรีวิวศัลยกรรม ให้ศึกษาดีๆก่อนนะคะ ไม่อยากให้มานั่งผิดหวังกันที่หลัง